วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ประวัตินายกรัฐมนตรี ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา

Image result for รูปนายก
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ชื่อเล่น: ตู่, เกิด 21 มีนาคม พ.ศ. 2497) เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองซึ่งกำลังปกครองประเทศไทย ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร[1]ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตกรรมการบริษัท ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) อดีตประธานสโมสรฟุตบอลอาร์มี่ ยูไนเต็ด[2] อดีตประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และอดีตประธานคณะกรรมการบริหารกิจการโทรทัศน์กองทัพบก
เขาอยู่ในกลุ่มบูรพาพยัคฆ์และทหารเสือราชินี เป็นผู้บัญชาการทหารบกระหว่างเดือนตุลาคม 2553 ถึงกันยายน 2557 เขาถูกมองว่าเป็นสายแข็ง (hardliner) ในกองทัพ ทั้งเป็นผู้สั่งการการสลายการชุมนุมของ "คนเสื้อแดง" เมื่อเดือนเมษายน 2552 และเมษายน/พฤษภาคม 2553 คนหนึ่ง[3] ภายหลัง เขามุ่งบรรเทาบทบาทของตน โดยพูดคุยกับญาติผู้ประท้วงที่เสียชีวิตในความขัดแย้งนองเลือดนั้น[4] และร่วมมือกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพันตำรวจโททักษิณ[5] ซึ่งชนะการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554
ระหว่างวิกฤตการณ์การเมืองซึ่งเริ่มในเดือนพฤศจิกายน 2556 และเกี่ยวข้องกับการประท้วงต่อรัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์ พลเอกประยุทธ์อ้างว่ากองทัพเป็นกลาง[6] และจะไม่รัฐประหาร ทว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์รัฐประหารต่อรัฐบาลและควบคุมประเทศในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินับแต่นั้น[7] สุเทพ เทือกสุบรรณเปิดเผยว่า ตนกับพลเอกประยุทธ์วางแผนโค่นพันตำรวจโททักษิณตั้งแต่ปี 2553[8] ซึ่งพลเอกประยุทธ์ปฏิเสธข่าวนี้ ต่อมา เขาออกรัฐธรรมนูญชั่วคราวซึ่งให้อำนาจครอบคลุมแก่คณะผู้ก่อการ[9] และนิรโทษกรรมคณะฯ สำหรับรัฐประหาร วันที่ 21 สิงหาคม 2557 สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเอกฉันท์เลือกพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสมาชิกสภานั้นถูกเลือกมา และส่วนใหญ่เป็นนายทหาร[10]

ประวัติ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกิดวันที่ 21 มีนาคม 2497 ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรชายของ พันเอก (พิเศษ) ประพัฒน์ จันทร์โอชา กับเข็มเพชร จันทร์โอชา มารดารับราชการครู และเป็นผู้อนุบาล พันเอก (พิเศษ) ประพัฒน์ จันทร์โอชา[11] [12] มีชื่อเล่นว่า "ตู่" สื่อมวลชนนิยมเรียกว่า "บิ๊กตู่" เป็นบุตรชายคนโตจากพี่น้องทั้งหมดสี่คน[13] ได้แก่ประคัลภ์ จันทร์โอชา พลอากาศตรีหญิง ประกายเพชร จันทร์โอชา ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ และพลเอก ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก
ในคอลัมน์ "เรียนดี" นิตยสารชัยพฤกษ์ เมื่อปี 2512 เขียนว่า ประยุทธ์มีอุปนิสัยที่เงียบขรึม ด้วยความที่เป็นพี่ชายคนโตจึงต้องทำตัวเป็นพี่ที่ดี ในวัยเยาว์เขาเป็นคนเรียนเก่งมีความถนัดและความชอบในวิชาคณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ จากการสนับสนุนของบิดามารดา[13]
ชีวิตส่วนตัวสมรสกับ รองศาสตราจารย์ นราพร จันทร์โอชา รองประธานมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม มีธิดาฝาแฝด 2 คน คือ ธัญญา และนิฏฐา นักดนตรี ซึ่งทั้งคู่เคยออกอัลบั้ม หลังรวมตัวกันตั้งวงดนตรีหญิงทริโอ ร่วมกับ นิค-นิติญา อ่ำสกุล นักร้องนำ ในนามวง BADZ สังกัด จีโนม เรคคอร์ด ในสังกัดอาร์เอส[14][15]
เขาเคยทำงานวิจัยเรื่อง "กองทัพไทยกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่" พล.อ.ประยุทธ์ได้สัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ 7 คน คือ ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ,รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ,พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง, นายถวิล เปลี่ยนศรี และพล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว[16]
เขาได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้นภายหลังการเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช[17]ประชาชนบางส่วนเชื่อว่าเขารักพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช[18]จริง ตามที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เคยตรัสกับพลเอกประยุทธ์ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การทำงานและบทบาททางการเมือง


ประยุทธ์รับราชการทหารอยู่ที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ "ทหารเสือราชีนี" มาโดยตลอด โดยเริ่มมาจากตำแหน่งผู้บังคับการกองพัน จนถึงผู้บังคับการกรม จากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และรับตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 1 เขาเป็นสมาชิกพรรคพวก "บูรพาพยัคฆ์" ในกองทัพ เช่นเดียวกับพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งทั้งสองยังเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก
ในรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่มีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ พลตรีประยุทธ์เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการยึดอำนาจด้วยรับคำสั่งตรงจากพลโท อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพภาคที่ 1 จากนั้นเมื่อพลโทอนุพงษ์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและเลื่อนชั้นยศเป็น "พลเอก" พลตรีประยุทธ์ก็ได้เลื่อนชั้นยศขึ้นเป็น "พลโท" และรับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 และได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
พลเอกประยุทธ์ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ระหว่างวันที่ 4 กันยายน 2551[19] ถึง 14 กันยายน 2551 และรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในเหตุการณ์ นปช. ปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ 2 กันยายน พ.ศ. 2551 สมัย รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช
เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นเสนาธิการทหารบกในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551[20]ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552 และเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2553
ในวันที่ 13 เมษายน 2552 เขาได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้ปฏิบัติงานในกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเหตุการณ์ ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทย เมษายน พ.ศ. 2552 เนื่องจากเป็นเสนาธิการทหารบกในขณะนั้น [21]จนสิ้นสุดการประกาศสถานการณ์ในวันที่ 24 เมษายน 2552
เขาเป็นหนึ่งในนายทหารที่ ควบคุมการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2553[22] โดยมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ คนที่ 1ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน[23]ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2553 ปฏิบัติหน้าที่ตาม พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารบกต่อจาก พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่เกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคม 2553[24]โดยมีผลอย่างเป้นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งให้พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2553 ถึง 22 ธันวาคม 2554 เขาได้ลงนามในคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ 141/2553 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 เรื่องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ ออกคำสั่งยึด หรือ อายัด สินค้าหรือวัตถุอื่นใดที่ก่อให้เกิดความแตกแยก และเขาเป็นหนึ่งในคณะดำเนินคดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อปี 2554[25]
ภายหลังเปลี่ยนรัฐบาลโดยมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เขาเป็นบุคคลที่หลายฝ่ายคาดว่าจะพ้นจากตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบกโดยอาจเปลี่ยนโยกย้าย เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทน เนื่องจากเป็นผู้อยู่ตรงข้ามฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลในขณะนั้น[26]แต่ก็ไม่ได้มีการปรับย้ายดังกล่าว จึงนับได้ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้บัญชาการทหารบกภายใต้การบังคับบัญชาของ นายกรัฐมนตรีถึง 3 ราย ได้แก่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ตัวเขาเอง เป็นผู้บัญชาการทหารบก ภายใต้พรรคการเมืองที่เป็นศัตรูกันทั้ง พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเพื่อไทย
บีบีซีเขียนว่า กลุ่มผลประโยชน์ ฮิวแมนไรทส์วอตช์ ว่า เขาขัดขวางการสืบสวนวิกฤตการณ์การเมืองซึ่งมีผู้เสียชีวิตในปี 2553[27] เมื่อเดือนมิถุนายน 2554 เขาขอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงให้ "คนดี" ในการเลือกตั้งปีนั้น ซึ่งถูกตีความอย่างกว้างขวางว่าเป็นการตียิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย[27] และระหว่างวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556–2557 เขาเสนอ "สภาประชาชน"[27]

รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557

พลเอกประยุทธ์ ได้ประกาศกฏอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 และจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อดูแลสถานการณ์ทางการเมืองแทนศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยที่รัฐบาลของยิ่งลักษณ์ตั้งขึ้น แต่อีก 2 วันต่อมาเขาได้ทำการรัฐประหาร ในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังการหารือกับตัวแทน 7 ฝ่ายไม่เป็นผล ด้วยประโยคที่ว่า "หากเป็นแบบนี้ ผมขอโทษด้วยนะที่ต้องยึดอำนาจ"[28] ต่อมา คสช. มีประกาศให้อำนาจของนายกรัฐมนตรีเป็นของเขา[29]
หลังรัฐประหาร เขาแต่งตั้งตัวเองเป็นกรรมการในดังต่อไปนี้
  1. ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557
  2. ประธานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2557
  3. ประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2557
  4. ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เฉพาะกิจ) ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2557
  5. ประธานคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2557
  6. ประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2557
  7. ประธานคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2557
  8. ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2557
  9. ประธานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ และ ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2557
  10. ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม ตั้งแต่ 30 กรกฎาคม 2557
  11. ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2557[30]
  12. ประธานกรรมการ คณะกรรมการนโยบายแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการทำประมงผิดกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558[31]
  13. ประธานกรรมการ คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน [32]ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558
  14. ประธานกรรมการ คณะกรรมการเตรียมการด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559[33]
  15. ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559[34]
  16. ประธานคณะกรรมการโครงการสานพลังประชารัฐ ตั้งแต่ วันที่ 18 เมษายน 2559
  17. ประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ตั้งแต่ วันที่ 27 มิถุนายน 2559 [35]
  18. ประธานสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ตั้งแต่ วันที่ 6 ตุลาคม 2559[36]
  19. ประธานคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ตั้งแต่ วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560
  20. ประธานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตั้งแต่ วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560
และเขายังเป็นกรรมการตามพระราชบัญญัติ ต่าง ๆ ที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ประเทศไทย) พ.ศ. 2557 ดังต่อไปนี้
  1. ประธานกรรมการ คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ตั้งแต่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558[37]
  2. ประธานกรรมการ คณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์[38]ตั้งแต่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558
  3. ประธานกรรมการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ตั้งแต่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558[39]
  4. ประธานกรรมการ คณะกรรมการกำลังพลสำรอง ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558[40]
  5. ประธานกรรมการ คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น[41]ตั้งแต่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
  6. ประธานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560[42]
  7. ประธานคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560[43]
ต่อมา สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เปิดเผยว่า ตนพูดคุยกับพลเอก ประยุทธ์ให้ถอนรากถอนโคนอิทธิพลของทักษิณและพันธมิตรนับแต่การชุมนุมทางการเมืองใน พ.ศ. 2553 เขากล่าวว่า ได้ติดต่อเป็นประจำผ่านแอพไลน์ ก่อนรัฐประหาร พลเอก ประยุทธ์ติดต่อเขาว่า "คุณสุเทพและมวลชนผู้สนับสนุน กปปส. ของท่านเหนื่อยมากแล้ว ตอนนี้เป็นหน้าที่ของกองทัพที่ต้องรับต่อ" สุเทพว่า กองทัพตระหนักดีถึงวัตถุประสงค์ของ กปปส. ระหว่างที่กลุ่มกดดันข้าราชการและทหารให้เข้าร่วมขบวนการ กองทัพได้รับข้อเสนอของ กปปส. หลายอย่าง เช่น มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร[8] ต่อมา พลเอกประยุทธ์ปฏิเสธว่าไม่ได้คุยกับสุเทพเป็นการส่วนตัวในห้วงการชุมนุมทางการเมือง[44]

ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2557 มีมติเป็นเอกฉันท์ 191 เสียงจากสมาชิกในที่ประชุม 194 คน ลงมติให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี[45] ในการลงมติดังกล่าว ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อไม่ต้องอยู่ในห้องประชุมและไม่ต้องแสดงวิสัยทัศน์[46] มีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งในวันที่ 25 สิงหาคม 2557[47][48]
พลเอกประยุทธ์เป็นนายทหารอาชีพคนแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรีนับแต่พลเอก สุจินดา คราประยูร ซึ่งดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2535[49] เขายังเป็นผู้นำรัฐประหารคนแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่จอมพล ถนอม กิตติขจร เมื่อปี 2515
พลเอกประยุทธ์มีกำหนดเกษียณจากกองทัพบกในวันที่ 30 กันยายน บ้างเชื่อว่าเขาอาจแต่งตั้งพลเอก อุดมเดช สีตบุตร ซึ่งเป็นผู้ช่วยใกล้ชิดของพลเอกประยุทธ์ เป็นรักษาการผู้บัญชาการทหารบก ขณะเดียวกัน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ ตัดสินใจไม่เปิดให้นายทหารอาวุโสเข้าอวยพรวันเกิดผิดจากทุกปี[49] มีผู้ชิงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกอีกคนหนึ่ง คือ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา[50] พลเอกไพบูลย์อยู่ในกลุ่มแยกวงศ์เทวัญ[51] ส่วนพลเอกอุดมเดชมาจากบูรพาพยัคฆ์ สุดท้าย พลเอกอุดมเดชได้รับเลือกเป็นผู้บัญชาการทหารบก ส่วนพลเอกไพบูลย์เป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ในวันที่ 26 สิงหาคม 2557 ซึ่งพลเอกประยุทธ์ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเป็นวันแรก คสช. อนุมัติโครงการและงบประมาณรวมกว่า 1 แสนล้านบาท เป็นงบวงเงินสินเชื่อแนวทางพัฒนายางพารา 50,000 ล้านบาท สร้างบ้านแก่ผู้มีรายได้น้อยประมาณ 34,200 ล้านบาท และอื่น ๆ [52]
วันที่ 19 กันยายน 2557 พลเอกประยุทธ์แถลงถึงเหตุการณ์ควบคุมตัวนิธิ เอียวศรีวงศ์ที่จัดงานสัมมนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า ห้ามพูดเรื่องประชาธิปไตย การเลือกตั้ง หรือความเห็นต่อรัฐบาล เขาถามด้วยว่า "วันนี้ผมทำอะไรให้ประเทศชาติเสียหายตรงไหนบ้าง ตอบมา"[53]
วันที่ 26 กันยายน 2557 พลเอกประยุทธ์ลงนามแก้ไขข้อกำหนดคุมวินัยผู้ช่วยรัฐมนตรีในข้อ 11 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี พ.ศ. 2546 โดยเปิดช่องให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งกรรมการ-ที่ปรึกษา รวมถึงเป็นคู่สัญญาหรือมีผลประโยชน์ใด ๆ ขัดหรือแย้งกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือองค์กรอื่นของรัฐที่อยู่ในสังกัดหรือในการกำกับดูแลของรัฐมนตรี หรือกระทรวงได้[54]
แม้เขาอ้างว่ารัฐประหารจำเป็นเพื่อต่อสู้กับการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่คณะรัฐมนตรีของเขาเองและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งรวม พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา น้องชาย และหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับเข้าไปพัวพันในกรณีอื้อฉาวฉ้อราษฎร์บังหลวง[55] ด้านสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) แถลงว่าพลเอก ปรีชา จันทร์โอชา ไม่ได้แจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จ[56]
ต่อมา พลเอกประยุทธ์ห้ามวิจารณ์รัฐบาล[57]
วันที่ 15 ตุลาคม 2557 พลเอกประยุทธ์กล่าวว่า การเลือกตั้งซึ่งมีแผนจัดในปี 2558 จะขึ้นอยู่กับว่าการปฏิรูปทั่วประเทศสำเร็จภายในหนึ่งปีหรือไม่ ซึ่งการปฏิรูปนั้นมีเป้าหมายบางส่วนเพื่อยุติอิทธิพลทางการเมืองของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี[58]
วันที่ 16 ตุลาคม พลเอกประยุทธ์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดการประชุมเอเชีย–ยุโรปครั้งที่ 10 ที่มิลาน ประเทศอิตาลี โดยมีนักศึกษาและชาวไทยที่ลี้ภัยจำนวนหลายร้อยคนชูป้าย "ประยุทธ์เป็นอาชญากร" ทั่วเมือง อารีอันนา โปเลงกี พี่สาวของฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลีที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ พ.ศ. 2553 อธิบายพลเอกประยุทธ์ว่าเป็น "มือสังหารผู้สั่งประหารชีวิตน้องชายที่รักของฉัน ฟาบิโอ" เธอกล่าวในถ้อยแถลงที่โพสต์ในเว็บไซต์อนุสรณ์ของน้องชายเธอว่า "บัดนี้เขาได้รับการต้อนรับสู่อิตาลีในฐานะประมุขแห่งรัฐ [ต้นฉบับ] ที่ชอบธรรม... น่าเหลือเชื่อ"[59]
วันที่ 18 ตุลาคม หนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษจะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อสอบสวนคดีฆ่าสองนักท่องเที่ยวเกาะเต่า ความตกลงนี้มีขึ้นหลังเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เจรจาตัวต่อตัวกับพลเอกประยุทธ์[60]
วันที่ 25 ตุลาคม ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นประธาน เห็นชอบโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2557/2558 จากเดิมธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะจ่ายเป็น 80% ของราคาตลาด เพิ่มเป็น 90% ของราคาตลาด นโยบายดังกล่าวถูกเรียกว่า "จำนำยุ้งฉาง" และไทยรัฐ ยังว่าเป็น "ประยุทธ์นิยม"[61]
วันที่ 31 ตุลาคม มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของพลเอกประยุทธ์ พบว่า เขามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 128 ล้านบาท มีนาฬิกา 12 เรือน บางเรือนราคา 900,000 บาท ปืน 9 กระบอก นอกจากนี้ ยังแจ้งรายจ่ายคินเงินกองกลางให้พ่อและน้อง 268 ล้านบาท และมอบให้ลูก 198 ล้านบาท รวม 466 ล้านบาท[62] วันเดียวกัน เขาว่า ถ้ามัวแต่พูดเรื่องสิทธิเสรีภาพหรือประชาธิปไตยจะทำให้รวมกันไม่ได้ หากไม่คำนึงถึงหน้าที่และผลประโยชน์ของชาติ ก็จะยังเป็นแบบนี้ต่อไป ตนอยากให้ส่วนที่เกี่ยวข้องสอนว่า เสรีต้องมีขีดจำกัดอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย รู้จักหน้าที่ ให้เกียรติผู้อื่น "ถ้าเราจะไม่มีกฎหมาย ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบอะไรเลย เพราะถือว่าเป็นเรื่องของเสรีประชาธิปไตย ผมว่าอันตราย เพราะฉะนั้นเราน่าจะออกแบบให้เป็นประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับคนไทย สอนให้มีสติ จะคิด จะเชื่อ เพราะเราอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและความมีเหตุผล อย่าให้เขาใช้ความยากจน ความเหลื่อมล้ำมาเป็นเครื่องมือในทางด้านการเมืองอีกต่อไปเลย"[63]
วันที่ 17 พฤศจิกายน เทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ในฐานะประธานคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย เปิดเผยผลคณะทำงานฯ กรณีมีทหารกดดันให้ยุติรายการเสียงประชาชน เปลี่ยนประเทศไทย ตอน "เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฏิรูป" ว่า อยากขอความชัดเจนจากพลเอกประยุทธ์ ไม่ควรมีการปิดกั้นสื่อมวลชนและไม่ควรให้เกิดเหตุการณ์นายทหารอ้างคำสั่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งวิธีสื่อสารและเนื้อหาที่พูดคุยส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการปฏิรูป ขณะนี้เป็นการแสดงความห่วงใย ยังไม่ถึงออกเป็นแถลงการณ์[64] วันเดียวกัน พลเอกประยุทธ์กล่าวว่า ได้หารือกับผู้จัดรายการหนึ่งที่จัดรายการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในการปฏิรูปประเทศ โดยยืนยันว่าไม่ข่มขู่และไม่ให้เปลี่ยนผังรายการ รัฐบาลและ คสช. ทำงานเพื่อประเทศ ขอสื่อมวลชนอย่าวิจารณ์ เพราะรับไม่ได้ ขอความเห็นใจ ยืนยันว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนยังเป็นปกติ แต่หากมีผู้กระทำผิดกติกาจะเชิญมาพูดคุย[65]
วันที่ 19 พฤศจิกายน นักศึกษาห้าคนถูกควบคุมตัวจากการชูสัญลักษณ์สามนิ้วจากภาพยนตร์ เกมล่าเกม ในงานที่พลเอกประยุทธ์กำลังกล่าวที่จังหวัดขอนแก่น สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เขาไม่รู้สึกถูกกวนใจและถามว่า "มีใครอยากประท้วงอีกไหม"[66]
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 พลเอกประยุทธ์ มีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) จังหวัดตั้งเวทีและกางเตนท์ รวมถึงซักซ้อมประชาชนหลายร้อยคนเตรียมต้อนรับ ธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ไม่เชื่อว่าจะมีผู้ก่อความวุ่นวายเหมือนครั้งจังหวัดขอนแก่น และว่า เวทีนี้เป็นเวทีของเกษตรกรไม่ใช่เวทีการเมือง อย่าเอาเรื่องการเมืองมาปนเพราะไม่เกิดประโยชน์ นอกจากนี้ บริเวณหน้าสหกรณ์อันเป็นสถานที่ประชุมมีการติดตั้งเครื่องสแกนโลหะ และติดสติ๊กเกอร์ก่อนเข้าบริเวณสหกรณ์ฯ สื่อมวลชนทุกคนต้องแลกบัตรก่อนเข้าไปทำข่าวด้วย[67]
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เขาประกาศว่าเขามีอำนาจปิดสื่อ[68] ในเดือนมีนาคม เขาขู่ประหารชีวิตนักหนังสือพิมพ์ที่ "ไม่รายงานความจริง"[69] ความเห็นของเขาพลันถูกสหพันธ์นักหนังสือพิมพ์ระหว่างประเทศประณาม[70] เขาอธิบายว่า หากต้องการทำสำรวจความคิดเห็นก็ทำได้ แต่ถ้าการสำรวจนั้นค้าน คสช. จะห้าม[71]
ในเดือนเดียวกัน เขาอ้างว่า การชะลอทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้เกิดจากรัฐบาลเขา แต่เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เขาแถลงเป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศไทยจากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูงโดยการช่วยเหลือเกษตรกรและโดยการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมไทยผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาต่ำ ในสุนทรพจน์ต่อสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประยุทธ์ประกาศว่าการให้ความช่วยเหลือเพิ่มแก่เกษตรกร การเพิ่มการขายยางไทยให้ประเทศจีน และการสำเร็จโครงการทำเหมืองโพแทซเพื่อตัดราคาปุ๋ยของเกษตรกรจะช่วยบรรลุเป้าหมายนี้ ตลอดจนกระตุ้นผู้ผลิตให้ลดค่าบรรจุภัณฑ์ โดยให้ลดความสวยงามของบรรจุภัณฑ์[72]
วันที่ 25 มีนาคม เขาขอให้สื่องดรายงานเรื่องการค้ามนุษย์โดยไม่คำนึงถึงอุตสาหกรรมอาหารทะเลและชื่อเสียงของประเทศ เขาว่า หากรายงานข่าวใดทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลเสียลูกค้า "ต้องรับผิดชอบ" รัฐบาลจะเรียกตัวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวช่อง 3 ที่รายงานสภาพของคนไทยที่ตกระกำลำบากในเรือทาส[73] ก่อนหน้านี้ เขาพูดถึงจริยธรรมสื่อว่า สื่อควรรายงานข่าวที่เป็นข้อเท็จจริง สื่อควรสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และสื่อควรช่วยลดความขัดแย้งในสังคม และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลนี้ ให้ผลกระจ่าง[74]
วันที่ 1 เมษายน 2558 เขาทูลเกล้าฯ ยกเลิกกฎอัยการศึก[75] หลังประกาศใช้เมื่อ 20 พฤษภาคม 2557 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการให้ยกเลิกในวันนั้น[76] จากนั้นเขาใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 44 ในการดูแลความสงบเรียบร้อยแทน[77]
เขาใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ในการแต่งตั้ง เลื่อน ย้าย พักงาน และไล่ออกหรือถอดถอนตำแหน่งข้าราชการ ในวันที่ 5 กันยายน 2558 เขาใช้อำนาจดังกล่าวถอดยศ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี[78]
วันที่ 28 ตุลาคม 2558 เขากล่าวว่า หากบ้านเมืองไม่สงบ อาจต้องปิดประเทศ[79] วันที่ 30 ตุลาคม 2558 เขาออกคำสั่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่บริหารจัดการข้าวตามโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ไม่ต้องรับผิด ซึ่งรวมถึงดำเนินการเพื่อให้ทราบผู้รับผิดและให้ผู้นั้นชดใช้ค่าเสียหาย[80]
วันที่ 15 มกราคม 2559 เขากล่าวตอนนึง สำหรับเรื่องการออกคำสั่งพักงานคณะกรรมการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ว่า ตนต้องกราบขอโทษจริงๆ ตนไม่ต้องการจะไปทำลายท่าน[81]อย่างไรก็ตามไม่มีอดีตคณะกรรมการดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการชุดใหม่ตามที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งแม้แต่รายเดียว เขาอ้างว่าอดีตคณะกรรมการสามารถสมัคร เข้ามาทำงานได้
วันที่ 22 มีนาคม 2559 เขาลงนามเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2559 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559[82]
วันที่ 22 เมษายน 2559 เขาลงนามเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2559[83]
วันที่ 15 ธันวาคม 2559 เขาลงนามเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้ง รัฐมนตรี ตำแหน่งที่น่าสนใจได้แก่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วีระศักดิ์ ฟูตระกูล ทั้งนี้เพราะนายวีระศักดิ์เคยทำงานร่วมกับ พลเอกประยุทธ์ โดยเป็นอดีตผู้ปฏิบัติงานในกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 98/2552 ในเหตุการณ์ ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทย เมษายน พ.ศ. 2552 เช่นเดียวกับ พลเอก ประยุทธ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น